![]() |
|---|
| ป้องกันไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกให้ทันการณ์ |
|---|
|
หลายคนอาจสงสัยว่าไข้หวัดธรรมดาที่เป็นปีละหลายครั้งแตกต่างกับไข้หวัดใหญ่อย่างไร ไข้หวัดธรรมดาจะเกิดจากไวรัสชื่อว่า Rhinovirus ส่วนไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัสชื่อว่า Influenza virus อาการของไข้หวัดทั้งสองในช่วงแรกจะมีลักษณะคล้ายกันคือ เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เจ็บคอ ไอ และมีไข้ แต่หากเป็นไข้หวัดใหญ่ 1-2 วันต่อมา อาการจะรุนแรงขึ้น โดยมีไข้สูงฉับพลันประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อ่อนเพลียมาก ไม่สามารถไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และที่สำคัญมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งจะมีตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือเดิมมีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอด โรคไต เป็นต้น โดยจะเกิดการอักเสบของหลอดลมและหลอดคอ หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดบวม ซึ่งบางครั้งอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ สาเหตุหลัก ที่ทำให้ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายมาจากการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่กระจายอยู่ในอากาศจากการไอ จามของคนที่เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ หรือติดจากการอยู่ใกล้ชิด คลุกคลีกับคนป่วย มีการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ จากการสัมผัสหน้า ปาก ขยี้ตาหรือจมูก โดย พญ. สุเนตร ชื่นกิจมงคล ได้แนะนำวิธีป้องกันพื้นฐานของการติดเชื้อไข้หวัดที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลที่สุด ดังนี้
วิธีเหล่านี้ยังใช้ได้กับการป้องกันไข้หวัดนกที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้ แม้อาการเริ่มต้นของไข้หวัดนกจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้สูง ปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่ว่าหากเป็นไข้หวัดนกจะมีอาการปอดติดเชื้อ เกิดอาการปอดล้มเหลวทันที ทำให้สุขภาพทรุดลงเร็วอย่างมาก ดังนั้น ต้องมีวิธีป้องกันระมัดระวังเพิ่ม โดยเฉพาะผู้ที่คลุกคลีกับสัตว์ปีกต้องสวมผ้าปิดปาก-จมูก และถุงมือ เช่น สถานเพาะเลี้ยงสัตว์ปีก หรือ อุตสาหกรรมชำแหละไก่และเป็ด ต้องไม่สัมผัสสัตว์ปีกที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือถ้าหากจำเป็นต้องจับให้ใส่ถุงมือ สวมผ้าปิดปาก-จมูก และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ควรรับประทานอาหารจากสัตว์ปีกที่ปรุงสุกเท่านั้น ในกรณีที่ต้องประกอบอาหารจากไก่ เป็ด หรือไข่ ให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และสุดท้ายหากสังเกตว่ามีสัตว์ปีกตายโดยไม่ทราบสาเหตุบริเวณบ้านพักอาศัยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือหากมีอาการไข้หวัดประกอบกับมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกให้รีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนแก้ไข้หวัดนก แต่ก็สามารถรักษาได้หากรับการรักษาทันท่วงที ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อีกวิธีด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการลดความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ในกรณีที่ติดเชื้อ และลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ เช่น โรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ รวมถึงไข้หวัดธรรมดา และที่สำคัญการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนกในคน ในกรณีที่เดิมทีมีเชื้อไข้หวัดใหญ่และเกิดติดเชื้อไข้หวัดนกซ้ำ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการค้นคว้าทดลองการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก แต่ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนใดๆ ที่ฉีดแล้วสามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกได้ สำหรับคนที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน คนที่เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ หรือเดินทางบ่อย ซึ่งภายหลังรับการฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นประมาณ 14 วัน และจะอยู่นาน 1 ปี สำหรับข้อยกเว้นของการฉีดวัคซีน ไม่ควรฉีดให้คนที่แพ้โปรตีนอาบูมินในไข่ไก่ เพราะการผลิตวัคซีนต้านไวรัสได้มาจากไข่เป็ดบริสุทธิ์ จึงทำให้มีส่วนประกอบของโปรตีนจากไข่ที่อาจเป็นอันตรายแก่คนแพ้ นอกจากนี้ ยังรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ช่วง 3 เดือนแรก ส่วนผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนจะปวดบริเวณที่ฉีดประมาณ 1 วัน ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ คนที่เป็นมักต้องทรมานจากอาการปวดหัว เป็นไข้ ปวดเมื่อยตามตัวไปหลายวัน เสียเวลาทำงานและค่าใช้จ่ายในการรักษา ดังนั้น การป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งยังเป็นพิ้นฐานป้องกันการเกิดสารพัดโรคด้วย |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday | |||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
Copyright © 2007 - 2008 by yourhealthyguide.com All rights reserved. |